ความรู้น่าอ่าน รู้ไว้ก็ดี เอามาฝากน้องๆ yenta4.com ต่อจากภาษาญี่ปุ่นที่เอามาฝากกันก่อนหน้านี้ แล้วก็ตามมาด้วยภาษาเกาหลีง่ายๆ ควรรู้ แยกเป็นหมวดๆ ไว้ให้ด้วย.. เผื่อจะมีน้องๆ หนูๆ คนไหน สนใจไปสวัสดี โคเรีย ไงจ๊า ..
สวัสดี อันย้ง ฮาเซโย
คุณสบายดี หรือเปล่า
ชออึม เป็บ เกสซอโย
ยินดีที่ได้รู้จัก
มันนาซอ พัน กาวอโย
กรุณาช่วย ดิฉัน/ผม โทวาจูเซโย
ขอบคุณ คัมซา ฮัมนีดา
ยินดีต้อนรับ ชนมาเนโย
ผม/ดิฉัน เสียใจ มีอัน ฮัมนีดา
ขอโทษ ชิลเล ฮัมนีดา
ลาก่อน อันย้งฮี กาเซโย
การถามทาง
ช่วยกรุณาบอกทางไป... ...คานึน คีรึล คารึชอ จูเซโย
...อยู่ที่ไหน? ...อีออดิ อิสซึมนีก้ะ
กรุณาจอดตรงนี้ ยอกีซอ เซวอ จูเซโย
...อยู่ไกลแค่ไหน? ...ก้าจิ ออลมสนา มอมนิก้า
รถคันนี้ไป...หรือไม่? อี บอซึ...คัมนีก้า?
ช็อปปิ้ง
ขอดูอันนี้หน่อย ค่ะ/ครับ อีกอซึล โพยอจูเซโย
ราคาเท่าไร คีอกอซึน ออลมาอิมนีก้า
คุณรับบัตรเครดิตมั้ย ซินยงกาดิ พัทซึมนิก้า
เบ็ดเตล็ด
ศูนย์รับแจ้งของหาย พุนชิลมุลโพกวันโซ
สถานีตำรวจ เคียงชัลซอ
โรงพยาบาล เพียงวอน
สุขา ฮวาจังชิล
ร้านค้าขายยา ยักกุก
โรงแรม ยอกวัน
ตลาด ซิจัง
ร้านอาหาร ซิกดัง
รถไฟฟ้าใต้ดิน ชีฮาชอล
สถานีรถไฟ กิชายก
Link ; http://korea-center.blogspot.com
เชิญพบกับ เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี ดาราเกาหลี นักร้องเกาหลี เพลงเกาหลี ซีรี่เกาหลี บทความ เกาหลี แฟชั่นเกาหลี เสื้อผ้าเกาหลี เครื่องสำอางเกาหลี สถานที่ท่องเที่ยว ภาษาเกาหลี ทัวร์เกาหลี ของฝากเกาหลี ตอบโจทย์ของคนรักเกาหลีอย่างแน่นอน!!! ^-^
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเกาหลี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเกาหลี แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
จุดกำเนิดกระแสเกาหลี
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกระแสเกาหลี หรือที่รู้จักกันว่า ฮันยู๋ (Hallyu) เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 หมายความถึงกระแสความนิยมเกาหลีที่ค่อยๆ คืบคลานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ที่เหนือความคาดหมายของนักวิชาการหรือบรรดาสื่อมวลชน เพราะเป็นปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมข้ามชาติที่ข้ามพ้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมของชาติมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ในโลกยุคดิจิตอล
กระแสเกาหลีเป็นเรื่องเกี่ยวกับความนิยมชมชอบทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของเกาหลี (Korean Pop Culture) ที่ผ่านเข้ามาทั้งทางภาพยนตร์โทรทัศน์, ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์, เพลงป๊อป รวม ไปถึงเหล่าดารานักร้องจากประเทศเกาหลี
ในปี ค.ศ.1999 Shiri เป็นภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรกที่สามารถสร้างความสำเร็จภายนอกประเทศทั้งในญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน นับเป็นก้าวแรกที่เกาหลีเิริ่มมีอิทธิพลในวงการบันเทิงของเอเชีย และสร้างกระแสเกาหลี หลังจากนั้นเกาหลียังผลิตภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน อาทิ JSA, Friend, Silmido และ Taegukgi
คลื่นกระแสเกาหลีที่โถมใส่เอเชียลูกต่อมา และสามารถรุกเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ คือ ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ หรือที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ ซีรีส์เกาหลี นับแต่ละครเกาหลีเรื่องแรก Wish Upon a Star หรือ ลิขิตแห่งดวงดาว, รักนี้ชั่วนิรันดร์ หรือ Autumn in my heart , เพลงรักในสายลมหนาว Winter Love Song , แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง มาจนถึง Full House สะดุดรักที่พักใจ และ Princess Hours เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา กลายเป็นจุดที่สร้างอิทธิพลต่อความชื่นชมกระแสเกาหลี ทั้งในเนื้อเรื่อง วิวทิวทัศน์ และตัวพระเอก - นางเอก ที่เป็นคนเกาหลี ได้มากกว่าสื่ออื่นๆ ทั่วทั้งทวีปเอเชีย
ภาพยนตร์ชุด Winter Love Song ได้รับความนิมสูงสุดในกลุ่มของแม่บ้านญีุ่ปุ่นช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และทำให้ดารานำแสดงฝ่ายชาย เบ ยอง จุน แจ้งเกิดในประเทศญี่ปุ่น มีการจัดนำเที่ยวตามรอยภาพยนตร์กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ แดจังกึม เรื่องราวตามเกร็ดประวัติศาสตร์เกาหลีเกี่ยวกับความสำเร็จของสตรีในยุคโชซอนประมาณ 500 ปีก่อน ซึ่งผู้ชายเป็นใหญ่ เธอสามารถเป็นหมอหลวงที่เป็นผู้หญิงคนแรกในวังหลวงได้ สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารเกาหลีและยาสมุนไพรไปทั่วเอเีีชีย นักท่องเที่ยวหลายคนอยากจะเดินทางมาท่องเที่ยวเกาหลีเพื่อจะได้มาดูฉากพระราชวังเคียงบกกุงในภาพยนตร์ดังกล่าว
ด้านวัฒนธรรมเพลง วงดนตรีเกาหลีเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นในจีนและได้หวันนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1990 สถานีโทรทัศน์ในเกาหลีไม่สามารถผลิตรายการดนตรีที่มีคุณภาพหรือมากพอเพื่อรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ วงดนตรีเกาหลีจึงหันมารุกเข้าสู่ตลาดเอเชีย เพื่อสร้างวงดนตรีเกาหลีเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากวงดนตรีป๊อปจากตะวันตก หรือญีุ่ปุ่น
วงบอยแบนด์เกาหลียุคบุคเบิก H.O.T. ติดอันดับอัลบั้มขายดีในเอเชีย ตามด้วยศิลปินเพลงทั้งเป็นวงดนตรี และตัวบุคคล อาทิ NRG SES , Baby Vox , เรน มาถึงรุ่นใหม่อย่าง ดงบังชินกิ , ซูเปอร์จูเนียร์ (Super Junior) และ วันเดอร์เกิร์ล ( Wonder Girls ) ว่ากันว่า ความสำเร็จของวงบอยแบนด์หรือเกิร์ลแบนด์เกาหลี มาจากรูปร่างหน้าตาที่ดูสดใสและน่ารัก ดูเป็นเด็กสามารถเต้นรำได้เก่ง ขณะที่คุณภาพในการร้องกลายเป็นเรื่องรอง
กระแสเกาหลีที่สามารถแพร่ขยายไปทั่วทวีปเอเชียนั้ืน เกิดจากการดำเนินงานโดยภาครัฐเป็นผู้กำหนดแนวนโยบายและสนับสนุนเงินทุนในเบื้องต้น และขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน
วัฒนธรรมเกาหลีถูกแทรกแซงโดยวัฒนธรรมตะวันตกหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี ช่วงปี ค.ศ. 1945-1980 เกาหลีได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นใหม่เพื่อปกป้องตนเองจากวัฒนธรรมอเมริกัน โดยให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวตนหรือเอกลักษณ์ของชาติและมรดกทางวัฒนธรรม รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมและออกกฏระเบียบ วางรากฐานทางด้านกฏหมาย กองทุน สถาบันการศึกษา ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1981-1992 รัฐบาลได้เพิ่มการส่งเสริมทางด้านศิลปะทั้งแบบดั้เงเดิมและร่วมสมัย พร้อมวางแนวนโยบายแผนหลักทางวัฒนธรรม 10 ปี โดยเน้นวัฒนธรรมเพื่อปวงชนทั้งมวล เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 1993 รัฐบาลเปลี่ยนบทบาทใหม่เป็นการส่งเสริมมากกว่าการควบคุม ด้วยเห็นว่าวัฒนธรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
จนถึงปี ค.ศ. 1998 รัฐบาลเกาหลีได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น โดยรวมเรียกว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ประกอบด้วยอุตสาหกรรมย่อย อาทิ ภาพยนตร์ เพลง วีดีโอ สิ่งพิมพ์ การกระจายเสียง การออกแบบ ตัวการ์ตูน ความบันเทิงที่ให้ความรู้ (Edutainment) และวางวิสัยทัศน์ทางวัฒนธรรมเข้าสู่สังคมดิจิตอล วัฒนธรรมในบริบทนี้จึงเป็นวัฒนธรรมที่หลากหลายและเป็นวัฒนธรรมในเชิงโลกาภิวัตน์ ส่งเสริมให้วัฒนธรรมเกาหลีสามารถแข่งขันได้ในกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเชื่อว่า วัฒนธรรมเกาหลีมีเอกลักษณ์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในส่วนนี้
ในปี ค.ศ. 1999 รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทำให้เกิดมีองค์การมหาชนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ เช่น สถาบันส่งเสริมและพัฒนาเกาหลี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์วิจัยทางวัฒนธรรม สถาบันการศึกษาเทคโนโลยีทางวัฒนธรรม ความสำเร็จของอุตสาหกรรม วัฒนธรรม (Culture Content) เป็น 1 ใน 7 สาขาที่มีศักยภาพในการเติบโตในอีกสิบปีข้างหน้า โดยอยู่ในวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมเกาหลี ปี ค.ศ. 2020 และประมาณว่าในปี ค.ศ. 2030 ประเทศเกาหลีจะสามารถส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่ากว่า 13,761 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกิดการจ้างงานประมาณ 1,604,888 คน
Link : http://korea-center.blogspot.com/
Appreciated for : http://www.kodhit.com/
Labels:
ของฝากจากเกาหลี,
บทความเกาหลี,
บทความดีๆ,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ทำไม? อะไรๆ ก็ต้อง...เกาหลี
ชั่วโมงนี้ปฏิเสธไม่ได้อะไร-อะไรก็เอาความเป็นเกาหลีขาย ร้านตัดผมเกาหลี โรงเรียนสอนเต้นท่าแบบศิลปินเกาหลี ร้านเสื้อผ้าเกาหลี บริษัททัวร์ก็ทัวร์เกาหลี รายการโทรทัศน์ก็เกาหลี น่าแปลกที่คำว่า "เกาหลี" ทำไมถึงไปผูกอยู่กับคำว่า เป็น แฟชั่น, ทันสมัย ฯลฯ
ทำไมเกาหลีประสบความสำเร็จในสินค้าทางด้านวัฒนธรรมป๊อป และลามไปตามสินค้าแฟชั่นต่างๆ ถึงขนาดนี้
"พูลพงศ์ สมิทธิ์ศราการย์" เจ้าของร้าน JNBY ซึ่งนำเข้าเสื้อผ้าจากเกาหลีในห้างดังอย่างสยามเซ็นเตอร์ ตอบแบบไม่ต้องคิดว่าเป็นเพราะความสำเร็จของศิลปินเป็นหลัก
ถ้าถามว่าอะไรเป็นแฟชั่นเกาหลี พูลพงศ์ว่านี่เป็นเรื่องที่ตอบยากเล็กน้อย แต่ที่แน่ๆ เอกลักษณ์สำคัญคือแฟชั่นเกาหลีนั้นจะเน้นรูปร่างหน่อย (ดังนั้นใครรูปร่างไม่ดี พูลพงศ์บอกว่าอย่าใส่เสื้อผ้าพวกนี้จะดีกว่า) คนใส่อาจใส่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น แต่จะพยายามเล่นกับชิ้นงาน อย่างมีการติดเครื่องประดับ มีการทำให้ขาด และก็ไม่กลัวที่จะใส่สีตัดกัน
แต่ถ้าจะถามว่าเกาหลีเป็นผู้นำแฟชั่นไหม พูลพงศ์ส่ายหน้า บอกเอาเข้าจริงแฟชั่นที่ศิลปินเกาหลีใส่ ก็ยังเป็นแบบจากห้องเสื้อดังๆ ใน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ อยู่ดี และเดินตามคอลเลคชั่นแฟชั่นใหม่ๆ ในปีนั้นตลอด เพียงแต่อาจจะมีการมิกซ์แอนด์แมทช์ ใส่อะไรเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับคนเอเชียมากขึ้น
"ลองนึกดูว่าแบรนด์แฟชั่นเกาหลีดังๆ น่ะมีอะไรบ้าง?" พูลพงศ์ยกตัวอย่าง
ให้เวลาสักชั่วโมงก็อาจจะนึกไม่ออก
"อย่างกางเกงขาลีบนี่ก็มีมาก่อนนานแล้ว แต่จะเป็นอีกลุค สมัยก่อนบ้านเราเรียกว่าเป็นเด็กฮาร์ด ซึ่งภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้คนใส่ตามเทรนด์ ศิลปินเขาใส่ ก็มีส่วนมาเปลี่ยนให้ดูดี ประกอบกับเขามีอิทธิพลต่อวัยรุ่น"
ใครๆ ก็เลยใส่ตาม
ด้าน "ครูเฟีย-จุฑามาศ เขมะภาตะพัน" ครูสอนเต้นคัฟเวอร์แดนซ์ตามแบบศิลปินเกาหลีของโรงเรียนสอนเต้นรำ MDDC ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในกระแสนี้เช่นกัน บอกว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นความนิยมของยุค
หากเอาเข้าจริงการเต้นแบบเกาหลีก็ไม่ได้ต่างจากการเต้นแบบอื่นๆ ที่โรงเรียนสอนเต้นในเมืองไทยสอนกันสักเท่าไร
"เพราะเบสิคการเต้นไม่ว่าที่ไหนในโลกมันก็อันเดียวกัน" เธอบอก
ขึ้นอยู่กับว่าคนสอนจะสอนได้ดีไหม หรือจับจุดไหนมาสอน เหมือนอย่างที่ MDDC เน้นสอน "คัฟเวอร์แดนซ์" จับท่าเต้นในเพลงดังๆ ของเกาหลีมาแบบเป๊ะๆ ทุกท่าถ่ายทอดให้ผู้สนใจ
"แต่ส่วนหนึ่งโปรดักชั่นของมิวสิคทำให้ภาพลักษณ์ศิลปินที่เต้นออกมาดูดี มีกระแสค่อนข้างมาก แต่จะว่าไปสไตล์เค-ป๊อป ก็ปกติทั่วไป คือท่าเต้นก็เหมือนกันทั้งนั้น บางท่าก็เป็นท่าโอลด์สคูล ท่าเก่าๆ เอากลับมาเต้นใหม่ด้วยซ้ำ"
อย่างไรก็ตาม ครูเฟียบอกว่าจุดสำคัญของการเต้นเกาหลีที่ใครๆ ยอมรับว่าดีเหลือเกินนั้น ไม่ได้อยู่ที่ท่าเต้น วิธีการหรือเทคนิคอะไรที่แปลกใจ แต่เกิดมาจากการซ้อมเต้นวันละ 12 ชั่วโมงต่างหาก
"ก็คิดดูที่นั่นศิลปินฝึกหัดมีเป็นพันๆ คน แต่ละคนก็ต้องต่อสู้ให้เตะตาเจ้าของค่าย แล้วต้องพรีเซ็นต์ตัวเองให้มากที่สุดเพื่อจะได้เป็นศิลปิน พวกเขาจึงต้องทะเยอทะยานสูงและซ้อมกันเยอะมาก ตัวเราเองไปสัมผัสมาตอนไปเรียนเต้นเค-ป๊อป เพื่อจะดูว่าเขาเรียนกันยังไง เจอเด็กอายุ 15 ที่เต้นเก่งจนอึ้ง ทั้งที่เพิ่งเรียนปีเดียว"
"แต่ไม่แปลกใจเลยพอไปเห็นเขาซ้อม" ครูเฟียว่า
ด้าน "วจี กัลย์จาฤก" ผู้บริหารบริษัท กันตนา ดราม่า สคูล ที่เปิดคอร์สสอนการแสดง โดยมีเงื่อนไขพิเศษคือพาเด็กที่ลงเรียนในคอร์สนี้ไปคัดตัวเข้าค่าย JYP ที่เกาหลี คอร์สนี้เธอว่าเกาหลีเป็นต้นคิด กันตนาเพียงแต่ได้รับการติดต่อจากบริษัททัวร์ที่เกาหลีและโรงเรียนสอนศิลปิน DTC แล้วก็ตกลงดำเนินการ
"แต่คอร์สนี้เราไม่ได้รับหมด จะดูความสามารถของที่น่าจะมีโอกาส เพราะไม่อยากให้ผู้ปกครองเสียเงินฟรี"
ในฐานะคนทำละครและอยู่ในวงการบันเทิงของเมืองไทย วจีมองว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสเกาหลีคือเรื่องของ "ความยาก"
"เด็กเราคุ้นกับนักแสดงไทย ศิลปินไทย ที่ไปตามห้างก็ได้เจอแล้วเวลามีอีเวนท์ ความที่เห็นง่าย สัมผัสง่าย อาจจะทำให้เบื่อเร็ว แต่เวลาศิลปินเกาหลีมา จะเป็นเทพ ตั้งรั้วลูกกรง มีบอดี้การ์ด 4-5 คน"
"ยิ่งยาก แฟนๆ ก็ยิ่งคลั่ง"
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เวลาศิลปินดังๆ ของเกาหลีมาบ้านเราที จะมีแฟนคลับไปนั่งรอตั้งแต่ตีห้า เพื่อจะได้อยู่แถวหน้าสุดตอนพวกเขาปรากฏตัวเวลา 1 ทุ่ม
...
รวมความแล้วความเป็นเกาหลีที่ขายกันอยู่ อาจไม่ได้เป็นมากไปกว่า อะไรสักอย่างที่ถูกผูกติดไว้กับศิลปิน ซึ่งก็ไม่ได้แปลกหรือแตกต่างจากของที่เราพบเจออยู่ในชีวิตประจำวัน
เพียงแต่ในแง่ของความรู้สึก พอแปะคำว่า "เกาหลี" เข้าไปก็ดูดี มีราคาขึ้น
"และอันที่จริงสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์, ความขยันฝึกซ้อม และการโปรโมตวัฒนธรรมตัวเองอย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็น "เกาหลี" มากกว่าอะไรทั้งหมด"
เรามองความเป็นเกาหลีที่ถูกนำมาขายกันเกลื่อนกลาดว่าอย่างไร?
คำตอบอยู่ที่เสื้อผ้า หน้าตาภายนอกหรือรู้ถึงวิธีคิดภายใน
"อะไรที่ควรเป็น "เกาหลี" สำหรับเรา"
Labels:
เทรนด์เกาหลี,
บทความเกาหลี,
บทความดีๆ,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เรื่องเกาหลี ที่อยากให้ทุกคนรู้
เรื่องเกาหลี ที่อยากให้ทุกคนรู้
แน่นอนว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เกาหลี ทุกคนล้วนให้ความสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นดาราเกาหลี ศิลปินนักร้องเกาหลี ซีรีย์เกาหลีเรื่องดัง หรือแม้แต่การท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลี แต่จะมีสักกี่คนกันนะ ที่รู้ลึกรู้จริงยิ่งกว่าแค่เปลือกนอกว่ายังมีเรื่องน่ารู้ที่เชื่อว่าอีกหลายๆ คนยังไม่รู้ วันนี้ Knock Knock! ได้รวบรวมมาให้ทุกคนได้อ่านกันแล้ว เปิดสมองให้กว้างๆ แล้วไปลุยกันเลย
- ชุดประจำชาติของเกาหลีเรียกว่าชุด ฮันบก คนเกาหลีมักจะใส่ชุดฮันบกในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น งานแต่งงาน, วันซอลนัล (ขึ้นปีใหม่) , วันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า) เป็นต้น
- ต้นไม้ประจำชาติของประเทศเกาหลีคือ ต้นทงแบก (ต้นแป๊ะก๊วย)
- ภาษาเกาหลี มีตัวอักษรเกาหลีที่เรียกว่า ฮันกึล ประกอบด้วยสระ 10 ตัว และพยัญชนะ 14 ตัว
- การทักทายและการกล่าวคำขอบคุณเป็นเรื่องที่คนเกาหลีให้ความสำคัญมาก เวลากล่าวคำทักทายและขอบคุณคนเกาหลีมักก้มหัวคำนับเสมอ การโค้งหัวต่ำระดับไหนก็ขึ้นอยู่กับความอาวุโสของอีกฝ่าย
- ที่ประเทศเกาหลีจะไม่ค่อยเห็นว่ามีสุนัขเดินเพ่นพ่านตามถนนเลย เพราะค่าเลี้ยงดูสุนัขที่เกาหลีแพงมากๆ และถ้าจูงสุนัขไปเดินเล่นตามถนนที่เกาหลี ถ้าสุนัขอึออกมา เราต้องเก็บทำความสะอาดเอง ไม่งั้นต้องเสียค่าปรับ
- ตามร้านมินิมาร์ทที่เกาหลี เวลาไปซื้อของเขาจะไม่ใส่ถุงให้ ทั้งนี้เพื่อช่วยรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก หากต้องการถุง เขาจะคิดเงินเพิ่ม 100 วอน หรือประมาณ 4 บาทไทย
- ถ้าไปพักโรงแรมที่ประเทศเกาหลีในช่วงฤดูหนาว เขาจะไม่เปิดแอร์เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน อีกอย่างอากาศมันเย็นสบายอยู่แล้ว
- ที่ประเทศเกาหลีจะไม่ค่อยเห็นตำรวจยืนอยู่ตามสี่แยกไฟแดงเหมือนบ้านเรา เพราะเขามีระบบตรวจจับคนที่ขับรถผิดกฎจราจร และทางตำรวจจะส่งหลักฐานมาถึงบ้านแจ้งเรื่อง ความเร็ว, เวลา, ทะเบียนรถ และต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพักเอง
- คนเกาหลีจะไม่ทิ้งขยะบนท้องถนนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับแพงมากๆ ประมาณ 1,200 บาทไทย คนเกาหลีจึงนิยมเก็บขยะกลับไปทิ้งที่บ้านของตัวเอง
- สาเหตุที่ชาวต่างชาติเรียกประเทศเกาหลีว่า "โคเรีย" นั้นก็มาจากชื่ออาจักโคเรียว จากนั้นเสียงก็เพี้ยนมาเป็น โคเรีย
- คนเกาหลีจะเรียกคนทั่วๆ ไปตามเพศ (เขาจะไม่เรียก พี่คนนั้น ป้าคนนี้เหมือนบ้านเรา) แต่จะเรียกตามเพศ ผู้ชาย เรียกว่า "อาจอชี" ผู้หญิงแต่งงานแวรัยกว่า "อาจุมม่า" ผู้หญิงยังไม่แต่งงานเรียกว่า "อาคะชี"
- บ้านของชาวเกาหลีส่วนใหญ่จะวางผังบ้านเป็นรูปตัว L หรือตัว U และมีการฝังท่อน้ำไว้ใต้บ้าน สำหรับหน้าหนาวตามพื้นบ้านก็จะอุ่น เหมือนเปิดฮีตเตอร์แบบนั้นเลย
- เมื่อผู้หญิงกับผู้ชายเกาหลีแต่งงานกันแล้ว หลังแต่งงานฝ่ายชายต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง 2-3 วัน หลังจากนั้นค่อยย้ายไปบ้านฝ่ายชาย
- Hunkuj University of Foreign Studies เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เปิดสอนวิชาภาษาไทยในเกาหลี
- ที่ประเทศเกาหลีไม่มีสะพานลอยให้ข้ามถนน (ถ้ามีก็น้อยมาก) แต่เขาจะสร้างอุโมงค์ลอดใต้ถนน และในอุโมงค์ก็จะเป็นเหมือนตลาดย่อมๆ มีของขายมากมาย อาทิ กระเป๋า เสื้อผ้า ของกระจุกกระจิกต่างๆ ฯลฯ
- รถยนต์ในประเทศเกาหลีร้อยละ 99 เป็นรถที่ผลิตในประเทศเขาเอง เช่น ฮุนได, แดวู, เกีย เป็นต้น
- ประเทศเกาหลีผลิตรถยนต์ได้มากเป็นอันดับที่ 6 ของโลกเลยนะ!
- กีฬาประจำชาติของคนเกาหลีคือ "ซีรึม" หรือมวยปล้ำแบบเกาหลีนั่นเอง
- เมืองหลวงของประเทศเกาหลี คือกรุงโซล และเมืองที่ใหญ่อันดับสองรองจากโซลคือเมืองพูซาน
- ที่ประเทศเกาหลีเขาไม่นิยมให้ทิปตามร้านค้า ร้านอาหาร เพราะสินค้าและบริการต่างๆ จะบวกภาษีรวมไว้แล้ว 10 % นั่นเอง
- ประเทศเกาหลีเปิดใช้รถไฟฟ้าใต้ดินครั้งแรกในปี 1974 รวมเวลาถึงตอนนี้ก็เปิดมาแล้ว 33 ปี
- คู่บ่าวสาวของเกาหลี เมื่อแต่งงานกันแล้ว นิยมไปฮันนีมูนกันที่เกาะเชจู ซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมากในเกาหลี
- KBS เป็นสถานีโทรทัศน์ครบวงจรแห่งแรกของเกาหลี
- หนังสือพิมพ์ที่คนเกาหลีนิยมอ่านมากที่สุดคือ "ดองนิบ ซินมุม" หรือหนังสือพิมพ์อิสระ
- เพลง อารีรัง เป็นเพลงเก่าแก่ของเกาหลีที่ดังมากๆ ว่ากันว่าเป็นเพลงที่แสดงถึงความรักระหว่างทหารเกาหลีกับสาวไทย
- แท็กซี่ที่เกาหลีจะมี 2 แบบ แบบแรกจะเป็นราคาปกติและตอนดึก จะเปิดรับผู้โดยสารที่ไปทางเดียวกันร่วมไปด้วย แต่ถ้าเป้นแท็กซี่แบบสีดำ จะแพงกว่าแต่ไม่รับผู้โดยสารอื่น และที่นั่นมีกฎหมายให้นั่งได้แค่ 4 คนเท่านั้น
- คนเกาหลีนิยมฝังศพคนตาย โดยหันหัวศพไปทางทิศเหนือ ไม่เหมือนประเทศไทยที่หันหัวศพไปทางทิศตะวันตก
- ผู้ชายเกาหลีทุกคนต้องไปเป็นทหารเป็นเวลา 2 ปีเต็ม โดยไม่มีข้อยกเว้น เมื่อมีอายุครบ 20 ปี
- ชาวเกาหลีจะมีชื่อสกุลจำกัดอยู่ไม่กี่กลุ่มชื่อ เช่น คิม 21% , ยี - ลี - รี 14% และ 8% มีชื่อสกุลว่า ปาร์ค นอกนั้นก็จะแตกออกไปเป็น ชอย, แช, เจิง, ชุง, ชาง, ฮัน, ลิม เป็นต้น ชื่อเต็มของคนเกาหลีประกอบด้วยชื่อสกุล 1 พยางค์ และชื่อหน้า 2 พยางค์
- เมื่อต้องการกวักมือเรียกคนอื่นนั้น ให้คว่ำมือลงแล้วค่อยกวักเรียกโดยให้นิ้วชิดกัน การกวักมือเรียกโดยหงายฝ่ามือขึ้นคนเกาหลีถือว่าไม่สุภาพ ถ้าใช้นิ้วกวักเรียก จะเหมือนเป็นการเรียกสุนัข ห้ามทำแบบนี้เด็ดขาดที่เกาหลี
- ดอกไม้ประจำชาติเกาหลีคือ ดอกมูกุงฮวา หรือ โรส ออฟ ชารอน ซึ่งจะบานสะพรั่งทั่วประเทศระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม
- ธงประจำชาติเกาหลีเรียกว่า แทกึกกี้ สัญลักษณ์สี่อย่างที่อยู่แต่ละมุม คือ สวรรค์, โลก, ไฟ และน้ำ
- มีอยู่ 3 อย่างที่เรามักจะไม่เห็นตามท้องถนนของประเทศเกาหลีคือ 1.ตำรวจ 2. ถังขยะ 3. สุนัข
- เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของภูมิประเทศเกาหลีเป็นภูเขาล้อมรอบ
-เวลาดื่มเหล้าโชจู ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดต้องเป็นคนรินเหล้าให้คนที่มีอายุมากกว่าเสมอ
- กิจกรรมหลังเลิกงานที่ฮิตที่สุดในกลุ่มของผู้ชายเกาหลีคือ ดื่มเหล้าและไปต่อกันที่คาราโอเกะ
- ที่นั่นจะมีโรงอาบน้ำเรียกว่าจิมจิบัง ซึ่งสามารถไปนอนค้างได้ด้วย
- ประเทศเกาหลีมีขนาดเล็กกว่าประเทศไทย 5 เท่า
แน่นอนว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เกาหลี ทุกคนล้วนให้ความสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นดาราเกาหลี ศิลปินนักร้องเกาหลี ซีรีย์เกาหลีเรื่องดัง หรือแม้แต่การท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลี แต่จะมีสักกี่คนกันนะ ที่รู้ลึกรู้จริงยิ่งกว่าแค่เปลือกนอกว่ายังมีเรื่องน่ารู้ที่เชื่อว่าอีกหลายๆ คนยังไม่รู้ วันนี้ Knock Knock! ได้รวบรวมมาให้ทุกคนได้อ่านกันแล้ว เปิดสมองให้กว้างๆ แล้วไปลุยกันเลย
- ชุดประจำชาติของเกาหลีเรียกว่าชุด ฮันบก คนเกาหลีมักจะใส่ชุดฮันบกในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น งานแต่งงาน, วันซอลนัล (ขึ้นปีใหม่) , วันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า) เป็นต้น
- ต้นไม้ประจำชาติของประเทศเกาหลีคือ ต้นทงแบก (ต้นแป๊ะก๊วย)
- ภาษาเกาหลี มีตัวอักษรเกาหลีที่เรียกว่า ฮันกึล ประกอบด้วยสระ 10 ตัว และพยัญชนะ 14 ตัว
- การทักทายและการกล่าวคำขอบคุณเป็นเรื่องที่คนเกาหลีให้ความสำคัญมาก เวลากล่าวคำทักทายและขอบคุณคนเกาหลีมักก้มหัวคำนับเสมอ การโค้งหัวต่ำระดับไหนก็ขึ้นอยู่กับความอาวุโสของอีกฝ่าย
- ที่ประเทศเกาหลีจะไม่ค่อยเห็นว่ามีสุนัขเดินเพ่นพ่านตามถนนเลย เพราะค่าเลี้ยงดูสุนัขที่เกาหลีแพงมากๆ และถ้าจูงสุนัขไปเดินเล่นตามถนนที่เกาหลี ถ้าสุนัขอึออกมา เราต้องเก็บทำความสะอาดเอง ไม่งั้นต้องเสียค่าปรับ
- ตามร้านมินิมาร์ทที่เกาหลี เวลาไปซื้อของเขาจะไม่ใส่ถุงให้ ทั้งนี้เพื่อช่วยรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก หากต้องการถุง เขาจะคิดเงินเพิ่ม 100 วอน หรือประมาณ 4 บาทไทย
- ถ้าไปพักโรงแรมที่ประเทศเกาหลีในช่วงฤดูหนาว เขาจะไม่เปิดแอร์เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน อีกอย่างอากาศมันเย็นสบายอยู่แล้ว
- ที่ประเทศเกาหลีจะไม่ค่อยเห็นตำรวจยืนอยู่ตามสี่แยกไฟแดงเหมือนบ้านเรา เพราะเขามีระบบตรวจจับคนที่ขับรถผิดกฎจราจร และทางตำรวจจะส่งหลักฐานมาถึงบ้านแจ้งเรื่อง ความเร็ว, เวลา, ทะเบียนรถ และต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพักเอง
- คนเกาหลีจะไม่ทิ้งขยะบนท้องถนนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับแพงมากๆ ประมาณ 1,200 บาทไทย คนเกาหลีจึงนิยมเก็บขยะกลับไปทิ้งที่บ้านของตัวเอง
- สาเหตุที่ชาวต่างชาติเรียกประเทศเกาหลีว่า "โคเรีย" นั้นก็มาจากชื่ออาจักโคเรียว จากนั้นเสียงก็เพี้ยนมาเป็น โคเรีย
- คนเกาหลีจะเรียกคนทั่วๆ ไปตามเพศ (เขาจะไม่เรียก พี่คนนั้น ป้าคนนี้เหมือนบ้านเรา) แต่จะเรียกตามเพศ ผู้ชาย เรียกว่า "อาจอชี" ผู้หญิงแต่งงานแวรัยกว่า "อาจุมม่า" ผู้หญิงยังไม่แต่งงานเรียกว่า "อาคะชี"
- บ้านของชาวเกาหลีส่วนใหญ่จะวางผังบ้านเป็นรูปตัว L หรือตัว U และมีการฝังท่อน้ำไว้ใต้บ้าน สำหรับหน้าหนาวตามพื้นบ้านก็จะอุ่น เหมือนเปิดฮีตเตอร์แบบนั้นเลย
- เมื่อผู้หญิงกับผู้ชายเกาหลีแต่งงานกันแล้ว หลังแต่งงานฝ่ายชายต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง 2-3 วัน หลังจากนั้นค่อยย้ายไปบ้านฝ่ายชาย
- Hunkuj University of Foreign Studies เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เปิดสอนวิชาภาษาไทยในเกาหลี
- ที่ประเทศเกาหลีไม่มีสะพานลอยให้ข้ามถนน (ถ้ามีก็น้อยมาก) แต่เขาจะสร้างอุโมงค์ลอดใต้ถนน และในอุโมงค์ก็จะเป็นเหมือนตลาดย่อมๆ มีของขายมากมาย อาทิ กระเป๋า เสื้อผ้า ของกระจุกกระจิกต่างๆ ฯลฯ
- รถยนต์ในประเทศเกาหลีร้อยละ 99 เป็นรถที่ผลิตในประเทศเขาเอง เช่น ฮุนได, แดวู, เกีย เป็นต้น
- ประเทศเกาหลีผลิตรถยนต์ได้มากเป็นอันดับที่ 6 ของโลกเลยนะ!
- กีฬาประจำชาติของคนเกาหลีคือ "ซีรึม" หรือมวยปล้ำแบบเกาหลีนั่นเอง
- เมืองหลวงของประเทศเกาหลี คือกรุงโซล และเมืองที่ใหญ่อันดับสองรองจากโซลคือเมืองพูซาน
- ที่ประเทศเกาหลีเขาไม่นิยมให้ทิปตามร้านค้า ร้านอาหาร เพราะสินค้าและบริการต่างๆ จะบวกภาษีรวมไว้แล้ว 10 % นั่นเอง
- ประเทศเกาหลีเปิดใช้รถไฟฟ้าใต้ดินครั้งแรกในปี 1974 รวมเวลาถึงตอนนี้ก็เปิดมาแล้ว 33 ปี
- คู่บ่าวสาวของเกาหลี เมื่อแต่งงานกันแล้ว นิยมไปฮันนีมูนกันที่เกาะเชจู ซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมากในเกาหลี
- KBS เป็นสถานีโทรทัศน์ครบวงจรแห่งแรกของเกาหลี
- หนังสือพิมพ์ที่คนเกาหลีนิยมอ่านมากที่สุดคือ "ดองนิบ ซินมุม" หรือหนังสือพิมพ์อิสระ
- เพลง อารีรัง เป็นเพลงเก่าแก่ของเกาหลีที่ดังมากๆ ว่ากันว่าเป็นเพลงที่แสดงถึงความรักระหว่างทหารเกาหลีกับสาวไทย
- แท็กซี่ที่เกาหลีจะมี 2 แบบ แบบแรกจะเป็นราคาปกติและตอนดึก จะเปิดรับผู้โดยสารที่ไปทางเดียวกันร่วมไปด้วย แต่ถ้าเป้นแท็กซี่แบบสีดำ จะแพงกว่าแต่ไม่รับผู้โดยสารอื่น และที่นั่นมีกฎหมายให้นั่งได้แค่ 4 คนเท่านั้น
- คนเกาหลีนิยมฝังศพคนตาย โดยหันหัวศพไปทางทิศเหนือ ไม่เหมือนประเทศไทยที่หันหัวศพไปทางทิศตะวันตก
- ผู้ชายเกาหลีทุกคนต้องไปเป็นทหารเป็นเวลา 2 ปีเต็ม โดยไม่มีข้อยกเว้น เมื่อมีอายุครบ 20 ปี
- ชาวเกาหลีจะมีชื่อสกุลจำกัดอยู่ไม่กี่กลุ่มชื่อ เช่น คิม 21% , ยี - ลี - รี 14% และ 8% มีชื่อสกุลว่า ปาร์ค นอกนั้นก็จะแตกออกไปเป็น ชอย, แช, เจิง, ชุง, ชาง, ฮัน, ลิม เป็นต้น ชื่อเต็มของคนเกาหลีประกอบด้วยชื่อสกุล 1 พยางค์ และชื่อหน้า 2 พยางค์
- เมื่อต้องการกวักมือเรียกคนอื่นนั้น ให้คว่ำมือลงแล้วค่อยกวักเรียกโดยให้นิ้วชิดกัน การกวักมือเรียกโดยหงายฝ่ามือขึ้นคนเกาหลีถือว่าไม่สุภาพ ถ้าใช้นิ้วกวักเรียก จะเหมือนเป็นการเรียกสุนัข ห้ามทำแบบนี้เด็ดขาดที่เกาหลี
- ดอกไม้ประจำชาติเกาหลีคือ ดอกมูกุงฮวา หรือ โรส ออฟ ชารอน ซึ่งจะบานสะพรั่งทั่วประเทศระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม
- ธงประจำชาติเกาหลีเรียกว่า แทกึกกี้ สัญลักษณ์สี่อย่างที่อยู่แต่ละมุม คือ สวรรค์, โลก, ไฟ และน้ำ
- มีอยู่ 3 อย่างที่เรามักจะไม่เห็นตามท้องถนนของประเทศเกาหลีคือ 1.ตำรวจ 2. ถังขยะ 3. สุนัข
- เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของภูมิประเทศเกาหลีเป็นภูเขาล้อมรอบ
-เวลาดื่มเหล้าโชจู ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดต้องเป็นคนรินเหล้าให้คนที่มีอายุมากกว่าเสมอ
- กิจกรรมหลังเลิกงานที่ฮิตที่สุดในกลุ่มของผู้ชายเกาหลีคือ ดื่มเหล้าและไปต่อกันที่คาราโอเกะ
- ที่นั่นจะมีโรงอาบน้ำเรียกว่าจิมจิบัง ซึ่งสามารถไปนอนค้างได้ด้วย
- ประเทศเกาหลีมีขนาดเล็กกว่าประเทศไทย 5 เท่า
Labels:
บทความเกาหลี,
บทความดีๆ,
ประเทศเกาหลี,
ภาษาเกาหลี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


