เชิญพบกับ เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี ดาราเกาหลี นักร้องเกาหลี เพลงเกาหลี ซีรี่เกาหลี บทความ เกาหลี แฟชั่นเกาหลี เสื้อผ้าเกาหลี เครื่องสำอางเกาหลี สถานที่ท่องเที่ยว ภาษาเกาหลี ทัวร์เกาหลี ของฝากเกาหลี ตอบโจทย์ของคนรักเกาหลีอย่างแน่นอน!!! ^-^
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ประวัติ ลี แจจิน ( Lee Jae Jin )
กรุ๊ปเลือด: A
น้ำหนัก: 58 กิโลกรัม
โรงเรียน: ปีหนึ่ง SunYoo High School (ม.4)
งานอดิเรก: เซิร์ฟเนต, ถามคำถามอาจารย์สอนดนตรี & อาบแดด
ครอบครัว: พ่อแม่, พี่สาว, JaeJin
ความสามารถพิเศษ: เบส, ฟังเพลง
ตำแหน่งในวง: มือเบส
สิ่งที่ชอบ: เงิน...อาหาร....ดนตรี?
คติ: ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด!
ถึงคนรักในอนาคต: Saranghae
น้ำหนัก: 58 กิโลกรัม
โรงเรียน: ปีหนึ่ง SunYoo High School (ม.4)
งานอดิเรก: เซิร์ฟเนต, ถามคำถามอาจารย์สอนดนตรี & อาบแดด
ครอบครัว: พ่อแม่, พี่สาว, JaeJin
ความสามารถพิเศษ: เบส, ฟังเพลง
ตำแหน่งในวง: มือเบส
สิ่งที่ชอบ: เงิน...อาหาร....ดนตรี?
คติ: ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด!
ถึงคนรักในอนาคต: Saranghae
Labels:
ดาราเกาหลี,
บทความดีๆ,
ประวัติดารา,
ลี แจจิน,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี,
Lee Jae Jin
วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ประวัติ ลี ฮองกี (Lee Hong Ki)
โรงเรียน: ปีสอง SungJiGo School (ม.5)
งานอดิเรก: ร้องเพลง, ฟังเพลง, ฟุตบอล, เกมส์ (บอร์ด&อินเตอร์เนต), ทำอาหาร
ครอบครัว: พ่อแม่, น้องสาว, HongKi
ความสามารถพิเศษ: ร้องเพลง, ฟุตบอล
งานอดิเรก: ร้องเพลง, ฟังเพลง, ฟุตบอล, เกมส์ (บอร์ด&อินเตอร์เนต), ทำอาหาร
ครอบครัว: พ่อแม่, น้องสาว, HongKi
ความสามารถพิเศษ: ร้องเพลง, ฟุตบอล
Labels:
ดาราเกาหลี,
บทความดีๆ,
ประวัติดารา,
ลี ฮองกี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี,
Lee Hong Ki
วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ประวัติ ชอย จอง ฮุน (Choi Jong Hun)
น้ำหนัก: 60 กิโลกรัม
โรงเรียน: ปีสอง ShinDongShinJung BoSan School
งานอดิเรก: เขียนเพลง, อินเตอร์เนต
ครอบครัว: พ่อแม่, JongHun (เป็นลูกคนเดียวนั่นเอง)
ความสามารถพิเศษ: เปียโน
ตำแหน่งในวง: หัวหน้าวง เหมือนจะเป็นหน้าที่ที่ยากนะ ใช่มั้ย?
สิ่งที่ชอบ: อาหาร?? แหะๆ~ & ดนตรี - ที่รัก
คติ: คิดและทำ (มุ่งหน้าไป) ผมไม่ค่อยมั่นใจนะ ขอโทษ
ถึงคนรักในอนาคต: ผมจะซื้อของให้คุณ ได้มั้ย? คุณอยากได้อะไร?
วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ประวัติ นัม ซังมี
ปร
Nam Sang-Mi เริ่มต้นเป็นที่รู้จักของคนทั่วๆไปจากงานโฆษณาที่มีออกมาแล้วมากมายอาทิเช่น Fanta , Whisper , Samik , Hyundai และ Innisfree นอกจากนั้นก็ยังเคยรับงานมิวสิกวีดีโอให้กับ Shin Seung Hoon ในเพลง Christmas Miracle หลังจากนั้น Nam Sang-Mi ก็เริ่มต้นรับงานแสดงเป็นครั้งแรกในปี 003 จากละครเรื่อง Love Letter ทางสถานีโทรทัศน์ MBC และละครเรื่อง The Escape From Unemployment ทางสถานีโทรทัศน์ SBS แต่บทที่เธอได้รับนั้นเป็นเพียงบทสมทบเล็กๆ เลยยังไม่ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงที่น่าจดจำเท่าใดนัก
จนกระทั่งในปี 2004 Nam Sang-Mi มีภาพยนตร์เข้าฉายทั้งสิ้น 3 เรื่อง และภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องนี้เองที่ทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มีผลงานแสดงโดดเด่นมากที่สุดอีกคนหนึ่งในปีนี้ เรื่องแรก Spy Girl ที่เล่าเรื่องของสายลับสาวจากเกาหลีเหนือที่เข้ามาสืบราชการลับที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยเธอได้ปลอมตัวเป็นสาวเสิร์ฟในร้านแฮมเบอร์เกอร์แห่งหนึ่ง แต่ก็เกิดปัญขึ้นเมื่อหนุ่มที่คลั่งไคล้เธอนำรูปของเธอไปเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต จนเธอต้องจัดการกับปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะรู้ฐานะที่แท้จริงของเธอ เรื่องที่ 2 Too Beautiful to Lie ในภาพยนตร์เรื่องนี้ Nam Sang-Mi รับบทเป็นนักศึกษาแพทย์คู่หมั้นสาวตัวจริงของ Young Joo (รับบทโดย Kang Dong-Won) ที่ถูกสวมลอยโดยคู่หมั้นตัวปลอมอย่าง Hee Chul (รับบทโดย Kim Ha-Neul) สาวสวยนักต้มตุ้นมืออาชีพที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกจากคุกมา เรื่องที่ 3 Dead Friend ภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่องแรกของเธอ ในเรื่องนี้ Nam Sang-Mi รับบทเป็น Soo In เด็กนักเรียนชั้นมัธยมขี้แพ้ที่ไม่มีเพื่อนคนไหนในโรงเรียนอยากคบเธอเป็นเพื่อน จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้รู้จักกับ Ji Won (รับบทโดย Kim Ha-Neul) เด็กนักเรียนสุดป๊อบของโรงเรียน Soo In พยายามทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีต่อ Ji Won แต่สิ่งที่เธอได้รับนั้นกลับกลายจุดเริ่มต้นของความสยองขวัญที่ใครๆก็คาดไม่ถึง นอกจากนั้นในปีนี้ Nam Sang-Mi ก็ยังมีงานละครซิทคอมแนวตลกเรื่อง Not Alone ซึ่งออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ SBS ช่วงกลางปี
ล่าสุด Nam Sang-Mi กำลังมีผลงานภาพยนตร์แอ๊กชั่น คอมเมดี้เรื่องใหม่ She's On Duty ร่วมกับ Kim Seon-A และ Kong Yu โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายช่วงมีนาคมปี 2005 นอกจากนั้น Nam Sang-Mi ก็กำลังมีงานละครเรื่องใหม่ร่วมกับ Lee Bo-Young และ Jung Kyung-Ho ในละครเรื่อง My Sweet Heart โดยจะออกฉายที่เกาหลีทางสถานีโทรทัศน์ KBS ในเดือนกุมภาพันธ์นี้
Labels:
ดาราเกาหลี,
นัม ซังมี,
บทความดีๆ,
ประวัติดารา,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี,
Nam Sang-mi
วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ประวัติ Jeon Ji Hyun (จวน จี ฮุน)
Jeon Ji-Hyun เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ปีค.ศ.1981 เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Don-Guk ในสาขาการแสดงและสื่อสารมวลชน ด้วยวัยเพียง 17 ปี สาวน้อยนามว่า Jeon Ji-Hyun เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนางแบบ ในช่วงนั้นเธอรับเล่นโฆษณาหลายต่อหลายชิ้น
จนในที่สุดโอกาสแรกที่เธอจะได้พิสูจน์ฝีมือทางด้านการแสดงก็เริ่มต้นขึ้น กับบทรับเชิญเล็กๆในละครเรื่อง Fascinate My Heart ซึ่งออกอากาศที่เกาหลีใต้ครั้งแรกเมื่อปี 1998 ทางสถานีโทรทัศน์ SBS แต่ดูเหมือนว่าละครเรื่องนี้นั้น ยังไม่สามารถทำให้เธอเป็นที่จดจำมากเท่าใดนัก
ในปี 1999 Jeon Ji-Hyun มีโอกาสได้รับบทนำครั้งแรกจากละครเรื่อง Happy Together ซึ่งเธอได้มีโอกาสแสดงร่วมกับนักแสดงชื่อดังของเกาหลีอย่าง Lee Byung-Hun และ Song Seung-Hun ในปีนี้เองที่ทำให้เธอเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในบทของสาวน้อยใสๆจากเรื่อง White Valentine ของผู้กำกับ Yang Yun-Ho แม้ว่าในปีนี้ภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอจะเปิดตัวได้ไม่สวยนัก แต่ละครเรื่อง Happy Together กลับได้รับคำชมไปไม่น้อยเลยทีเดียว
จนกระทั่งในปี 2000 เธอได้มีโอกาสเล่นโฆษณาเครื่องเสียงยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้เองทำให้เธอเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากในบรรดาวัยรุ่นเกาหลีตอนปลาย และเริ่มทำให้ใครหลายคนหันมาสนใจในตัวเธอกันมากขึ้น ความแรงของเธอในปีนี้กลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น ในช่วงปลายปีเดียวกันผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองของเธอ Il Mare ที่เธอได้มีโอกาสร่วมแสดงกับ Lee Jeong-Jae ในผลงานการกำกับของ Lee Hyeon-Seung นั้น ทำให้เธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น ในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่ฝีมือดีอีกคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์เกาหลี
ปี 2001 นี้เองคือปีที่ทำให้ Jeon Ji-Hyun กลายเป็นนางเอกอันดับหนึ่งของเกาหลี จากผลงานภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl ของผู้กำกับ Gwak Jae-Yong ที่เธอได้มีโอกาสแสดงร่วมกับพระเอกน่าทะเล้น Cha Tae-Hyun ความดังของหนังเรื่องนี้นอกจากจะทำให้หนังกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดอันดับ 2 ของปีแล้ว ยังทำให้ Jeon Ji-Hyun ได้มีโอกาสรับรางวัลทางด้านการแสดงในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีจากงาน Grand Bell (Daejung) Award ครั้งที่ 39 อีกด้วย
แม้ว่าในปีต่อมาเธอจะไม่มีผลงานทางด้านละครและภาพยนตร์ใหม่ๆออกมา แต่กระแสความคลั่งไคล้ของแฟนคลับเธอกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ดังจะเห็นได้จากผลงานโฆษณาและ Music Video ที่ทำให้เธอเป็นที่กล่าวขวัญถึงอยู่ตลอดทั้งปี 2002 นั่นเอง
ปี 2003 Jeon Ji-Hyun กลับมารับบทที่แตกต่างจากทุกๆเรื่องที่เธอเคยแสดงมา ในภาพยนตร์ที่ชื่อเรื่องว่า The Uninvited ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการกลับมาร่วมงานแสดงกันเป็นครั้งที่สองระหว่าง Jeon Ji-Hyun กับ Park Shin-Yang จากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วครั้งหนึ่งใน White Valentine นั่นเอง The Uninvited เล่าเรื่องราวของวิญญาณของเด็กผู้หญิงสองคนที่คอยตามมารบกวน Jung Woo (Park Shin-Yang) จนกระทั่งเขาได้พบกับ Yun (Jeon Ji-Hyun) หญิงสาวที่เข้ารับการบำบัดอาการทางจิต หลังจากที่ลูกของเธอถูกเพื่อนของเธอฆ่าไปเมื่อปีก่อน Jung Woo ได้ขอร้องไห้ Yun ช่วยค้นหาเหตุผลที่วิญญาณของเด็กทั้งสองคอยติดตามเขา และเมื่อ Yun ตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือกับ Jung Woo เรื่องราวความน่าสะพรึงกลัวก็เริ่มต้นขึ้น
ปี 2004 Jeon Ji-Hyun จะกลับมาร่วมงานภาพยนตร์กับผกก. Kwak Jae-Young ผู้กำกับฝีมือดีจาก My Sassy Girl และ The Classic อีกครั้ง ในภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า Windstruck โดยภาพยนตร์เรื่อง Windstruck เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Yeo Kyung-Jin (รับบทโดย Jeon Ji Hyun) ตำรวจหญิง ที่มีแฟนเป็นคุณครูสอนฟิสิกส์ที่ชื่อ Koh Myung-Woo (รับบทโดย Jang Hyuk) วันหนึ่ง Yeo Kyung-Jin เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เธอต้องฆ่าแฟนของเธอ Koh Myung-Woo โดยไม่ตั้งใจ จนเป็นเหตุให้เขาเสียชีวิต Yeo Kyung-Jin รู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นถึงขนาดที่เธอพยายามจะฆ่าตัวตาย แต่แล้วแฟนของเธอ Koh Myung-Woo ก็กลับมาหาเธออีกครั้งในรูปของวิญญาณที่ยังคงเป็นห่วง Yeo Kyung-Jin และพร้อมที่จะคอยช่วยเหลือให้ตัวของเธอนั้นปลอดภัย
Labels:
จวน จี ฮุน,
ดาราเกาหลี,
บทความดีๆ,
ประวัติดารา,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี,
Jeon Ji-Hyun
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เรื่องเกาหลีที่หลายคนอยากรู้
ประเทศเกาหลีเป็นคาบสมุทรที่ทอดตัวลงใต้จากศูนย์กลางชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชีย คาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยพื้นที่ประมาณ 220,000 ตารางกิโลเมตรกับเกาะใหญ่น้อยประมาณ 3,400 เกาะเรียงรายตลอดชายฝั่ง
ณ เวลานี้ประเทศเกาหลีเป็นประเทศเดียวในโลกที่ยังคงถูกแบ่งแยกตามภูมิศาสตร์และลัทธิการปกครอง มีประชากรทั้งหมดประมาณเจ็ดสิบล้านคนทั้งในประเทศเกาหลีเหนือและใต้ และไม่นานมานี้เองที่มีความก้าวหน้าที่เด่นชัดหลายประการในการร่วมมือและรวมประเทศเข้าด้วยกัน
คำว่า "เกาหลี" นี้ใช้อ้างอิงทั้งประเทศเกาหลีเหนือและใต้ ประเทศเกาหลีใต้ ณ ที่นี้ หมายถึงสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งมีประชากร 48 ล้านคนในจำนวนนี้ 10 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงโซลซึ่งเป็นเมืองหลวง กรุงโซลนั้นประการศักดาว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 600 ปี และในปี 1988 ก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 24 ประเทศเกาหลีเป็นเป้าแห่งความสนใจจากทั่วโลกอีกครั้งเมื่อได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศญี่ปุ่นในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2002
ประเทศเกาหลีมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชาวเกาหลีเองได้เรียกผืนแผ่นดินแห่งนี้ว่า คึมซูกังซาน (geumsugangsan) หรือ "ผืนพรมทองแห่งแม่น้ำและภูเขา" ความน่าพิศวงของผืนแผ่นดินนี้ถ่ายทอดผ่านแต่ละช่วงฤดูกาลด้วยทัศนียภาพที่แตกต่างกันไป ภูมิอากาศของเกาหลีซึ่งแบ่งออกเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวนั้นมีความแตกต่างกันมากทีเดียว คือช่วงฤดูหนาวโดยปกติจะกินเวลายาวนาน ฤดูร้อนสั้นกว่า และฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สั้นที่สุด ช่วงเวลาฝนตกจะเป็นระหว่างฤดูร้อนในช่วงเดือนมิถุนายน
ชุดแต่งกายตามประเพณีของชาวเกาหลีคือ ฮันบก (Hanbok) ชุดที่ใช้แต่งกายในฤดูหนาวนั้นใช้ผ้าที่ทอจากฝ้ายและกางเกงยาวที่มีสายรัดที่ข้อเท้าซึ่งช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ในขณะที่ช่วงฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็งหรือผ้ารามีซึ่งช่วยในการซึมซับและการแผ่ซ่านของความร้อนในร่างกายให้มากที่สุด
อาหารเกาหลีก็ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบรับกับภูมิอากาศ ในภูมิภาคที่ฤดูหนาวกินเวลานาน เทคนิคการถนอมอาหารพิเศษได้ถูกวิวัฒน์ขึ้นเพื่อเก็บรักษาวิตามินในสูตรอาหารประเภทผัก กิมจิเป็นตัวอย่างอันเป็นสัญลักษณ์ของอาหารหมักดอง ความจริงที่ว่ากิมจิจะมีรสเค็มขึ้นถ้าใครนำมันจากทางเหนือที่หนาวเย็นมาสู่ทางใต้ที่อบอุ่นกว่านั้นเป็นเกี่ยวข้องกันมากกับลักษณะของอากาศ
อิทธิพลของภูมิอากาศยังบ่งบอกถึงสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันของเกาหลี บ้านแบบเกาหลีจะมี ออนดอล (Ondol) ซึ่งทำปฏิกิริยาภายใต้พื้นเพื่อช่วยเพิ่มความร้อนฤดูหนาว และโดยทั่วไปบ้านจะมีหลังคาต่ำ มีห้องเล็กและผนังหนา มีหน้าต่างและประตูเปิดสู่ภายน้อยซึ่งมักจะทำเป็นสองชั้น บ้านเกาหลีโบราณจะมีห้องโถงเปิดพื้นเป็นไม้ซึ่งสมาชิกในครอบครัวจะใช้เวลาส่วนใหญ่ที่นี่ในช่วงฤดูร้อน ห้องสำหรับอยู่อาศัยนั้นโดยปกติจะอยู่กลางบ้านใหญ่ ห้องรับแขกจะอยู่อีกหลังต่างหาก ห้องครัวก็สร้างเป็นหลังต่างหากและถูกออกแบบให้ใช้งานได้หลายอย่างนอกจากการปรุงอาหารเพียงอย่างเดียว
เป็นเวลาไม่นานมานี้เองที่เศรษฐกิจของเกาหลีได้ถูกปฏิรูปไปเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ปี 1960 เกาหลีได้เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมเป็นแบบอุตสาหกรรมที่รุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการปฏิวัติแปรเปลี่ยนไป การส่งเสริมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การต่อเรือ การคมนาคม และยานยนต์ซึ่งเป็นแบบอย่างของการพัฒนาประเทศไปทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการคมนาคมและสารสนเทศนั้นเกาหลีในวันนี้ยืนอยู่แถวหน้าของโลก
ชาวเกาหลีได้สร้างวัฒนธรรมที่โดดเด่นผ่านช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานและมรดกทางวัฒนธรรมอันเด่นเฉพาะตัวก็สามารถพบได้ตลอดคาบสมุทร ชาวเกาหลีให้คุณค่ากับการเรียนรู้และมีชื่อเสียงมากในการอุทิศตนและความมุมานะอุตสาหะ บางทีอาจเป็นเพราะลักษณะเหล่านี้ก็ได้ที่ทำให้พวกเขาสามารถใช้แรงกระตุ้นทางวัฒนธรรมซึ่งนำมาประยุกต์อย่างถี่ถ้วนกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
Labels:
เกาหลี,
บทความดีๆ,
ประเทศเกาหลี,
วัฒนธรรมเกาหลี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ประวัติ Lee Min Ho (ลี มินโฮ)
Lee Min Ho (ลี มินโฮ)
วันเกิด : 22/06/1987 การศึกษา: มหาวิทยาลัย คอนกุ๊ก (Konkuk University)
ครอบครัว: พ่อ,แม่,พี่สาว
ลีมินโฮ เริ่มงานในวงการบันเทิงเกาหลีด้วยการเป็นนายแบบ ก่อนที่จะหันมาเป็นนักแสดง ในปี 2005 กับละครทางสถานีโทรทัศน์ เอ็มบีซีของเกาหลีใต้(MBC) ด้วยบทเล็กๆ ในละครเรื่อง Love Hymm จากนั้นก็เล่นละครเรื่อยมา จนเมื่อเขาได้รับเลือกให้แสดงนำในละครเรื่อง Boys Over Flowers ในปี 2008 โดยเขารับบทเป็นหัวหน้าของ F4 ที่ในเวอร์ชั่นเกาหลีมีชื่อว่า "คูจุนพโย" และในเรื่องนี้เองก็ได้ส่งให้ มินโฮ กลายเป็นดาราที่ดังในชั่วข้ามคืน
ละครโทรทัศน์
- Boys Over Flowers (2009)
- But I don't know too (2008)
- I Am Sam (2007)
- Mackerel Run (2007)
- Secret Campus (2006)
- Love Hymn (2005)
ภาพยนต์
- Our School's E.T. (2008)
- Public Enemy Returns (2008)
Labels:
บทความดีๆ,
ประวัติดารา,
ลี มินโฮ,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี,
Lee Min Ho
วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอตของเกาหลี KARA
KARA (คารา) เกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอตของเกาหลี มีสมาชิก 5 คนประกอบไปด้วย ปาร์คคยูริ หัวหน้าวงผู้เข้มแข็ง ฮันซึงยอน สาวมั่นมากความสามารถ ที่พกพาความสดใสมาเต็มพิกัด จองนิโคล สาวน้อยจากแดนไกลที่แร๊พได้มันไม่แพ้ผู้ชาย คู ฮารา สาวช่างฝันที่ไม่ละความพยายาม คังจียอง สาวน้อยสุดน่ารัก ที่ใคร ๆ ได้รู้จักจะต้องตกหลุมรักในความน่าเอ็นดูของเธอ
วง KARA เดบิวต์ครั้งแรกในวันที่ 29 มีนาคม ปี 2007 กับงานเพลงอัลบั้มแรก Blooming ที่เป็นส่วนผสมของแนวเพลง Funk , Hip-hop , Dance และ Pop โดยส่ง 2 ซิงเกิ้ลสุดฮิต Break It และ If U Wanna ออกมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆให้กับวงการเพลงเกาหลี จนวัยรุ่นทั่วประเทศสามารถจดจำภาพลักษณ์ของวง KARA ได้เป็นอย่างดี กับความสดใสน่ารัก และโชว์ที่มีพลังของพวกเธอ จากนั้นก็กลับมาอีกครั้งกับสมาชิกใหม่ของวงใน 1st Mini Album Rock-Uที่บ่งบอกถึงความน่ารักสดใสของพวกเธอได้เป็นอย่างดี
ปลายปี 2008 KARA ก็ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ที่สดใสกว่าเดิมด้วยการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสที่มาพร้อมกับมินิอัลบั้มชุดที่สอง Pretty Girl โดยส่งซิงเกิ้ลสุดฮอต Pretty Girl มาสร้างสีสันในช่วงปลายปีให้คึกคัก พร้อมกับพาให้ Pretty Girl ติดชาร์ตเพลงอันดับ 1 ของรายการเพลงชั้นนำของเกาหลี
ในปี 2009 KARA ก็กลับมากับภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้งจากสาวน้อยที่สดใสกลายมาเป็นเทพธิดาสุดอ่อนหวาน ที่แปลงโฉมให้ทั้ง 5 สาวดูโตขึ้น สวยใสและบริสุทธิ์ กับซิงเกิ้ลใหม่ Honey และอัลบั้มล่าสุด KARA Revolution ที่ปรับโฉมของทั้ง 5 สาวให้เซ็กซี่ขึ้นอีกครั้ง
การเดินทางมาเยือนเมืองไทยครั้งนี้ของ 5 สาว KARA ก็เพื่อเข้าร่วมโชว์ฟรีคอนเสิร์ต ภายใต้ชื่อว่า "คอนเสิร์ตความสัมพันธ์ไทย - เกาหลี (Thai-Korea s Friends Concert)" ในงาน "มหกรรมอุตสาหกรรมบันเทิงไทย 2552 (Thailand Entertainment 2009)" ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานพารค พารากอน เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา โดยสาวๆ ได้ขึ้นโชว์เพลงมัดใจแฟนๆ คามีเลีย ได้อยู่หมัด
เนื่องในโอกาสที่พวกเธอเดินทางมาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งแรก สาวๆ ก็ไม่พลาดที่จะเปิดตัวให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนชาวไทย โดยจัดขึ้น ณ ห้อง S Club สยามเซ็นเตอร์ ในเวลา 17.15 น. ก่อนที่สาวๆ จะเตรียมตัวโชว์คอนเสิร์ตในเวลาต่อมา ซึ่งสาวๆ วง KARA พกความสดใสมาเต็มพิกัดเรียกได้ว่ากวาดรอยยิ้มของทุกคนๆ ที่อยู่ในงานนี้ได้เลย ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสาวๆ วงนี้กันดีกว่า
Link ; http://korea-center.blogspot.com/
Thanks for : http://jkdramas.com/
Labels:
ดาราเกาหลี,
บทความดีๆ,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี,
KARA
วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553
อัพเดทแต่งหน้า เทรนด์เกาหลี สวยใสสุดๆ
อัพเดทแต่งหน้า เทรนด์เกาหลี
วินาทีนี้ เทรนด์ตาคม กลมโต เด่นเด้ง สไตล์สาวเกาหลี กำลังมาแรงสุดๆ ตามกระแสฮิตของซีรีส์ แดนกิมจิ อยากสวยใสคิกขุแบบสาวเกาหลีโดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม มีเทคนิคง่ายๆจาก “โคว จาอิม” เมกอัพอาร์ตทิสต์ประจำแบรนด์ ETUDE HOUSE เครื่องสำอางชั้นนำสัญชาติเกาหลี มาอัพเดททันอกทันใจ
เคล็ดลับสำคัญของการแต่งหน้าให้ได้ลุคแบ๊วๆแบบสาวเกาหลี ต้องเน้นความเป็นธรรมชาติ ประเภทแต่งให้ดูเหมือนไม่ได้แต่ง โดยขั้นแรก เริ่มจากการเตรียมผิวหน้าให้เรียบเนียนด้วยการลงรองพื้น วิธีเลือกรองพื้นให้เหมาะกับผิวหน้า ควรใช้ 2 เฉดสีผสมกันให้เข้มกว่าสีผิวหน้าจริงหนึ่งโทน จะทำให้ได้ผิวหน้าที่เรียบเนียนดูธรรมชาติมากๆ ส่วนใครมีรอยแผลเป็น หรือรอยบวมใต้ตา แนะนำให้แต้มคอนซีลเลอร์ช่วยปกปิดความบกพร่อง โดยค่อยๆกดและเกลี่ยไปให้ทั่วบริเวณนั้นๆ
สาวไทยส่วนใหญ่จะมีโครงหน้าคล้ายกับสาวเกาหลี คือรูปหน้ากลม และจมูกค่อนข้างแบน ลักษณะแนวการลงแป้งและรองพื้น จึงควรเริ่มจากบริเวณทีโซน แล้วกระจายไปยังบริเวณกรอบหน้าด้านข้าง เพื่อเป็นการสร้างมิติให้ใบหน้า หลังจากลงรองพื้นเรียบร้อยแล้ว ควรลงแป้งฝุ่นทับทันที โดยเลือกใช้แป้งฝุ่นแบบโปร่งแสง และสีสว่างกว่าจริงเล็กน้อย แบบเดียวกับที่ดาราเกาหลีกำลังนิยม จะช่วยให้ใบหน้าไบรท์ขึ้นทันตาเห็น
การแต่งแต้มจุดเด่นบนใบหน้าก็เป็นขั้นตอนสำคัญ ควรเริ่มจากคิ้วเป็นจุดแรก โดยการแต่งคิ้วสไตล์เกาหลี จะเน้นรูปทรงธรรมชาติ ไม่เป็นเส้นเล็กหรือโค้งโก่ง เพราะทำให้ดูแก่กว่าวัย คิ้วรูปทรงตรงจะดูอ่อนวัยและเป็นธรรมชาติมากกว่า ขณะที่การเติมสีสันบนใบหน้า ควรเลือกสีอายแชโดว์ให้เข้ากับสีผิวหรือสีขนตาดำ โดยใช้ทั้งหมด 3 สี ไล่ตามเฉดโทนอ่อนสุดไปถึงเข้มสุด ถ้าอยากให้ตาสวยคมชัดขึ้น ต้องเขียนขอบตา และใส่ ขนตาปลอมเป็นช่อๆ
สำหรับแก้มและปาก การแต่งหน้าสไตล์กิมจิจะไม่ค่อยเน้นเท่าไหร่ แค่ใช้บรัชออนสีชมพูหรือพีชอ่อนๆ และทาลิปกลอสใสๆปิดท้าย ก็ดูดีเข้าคอน-เซปต์แล้ว
Link : http://korea-center.blogspot.com/
Thanks for : http://women.mthai.com/
Labels:
การแต่งหน้า,
เทรนด์เกาหลี,
บทความดีๆ,
ผู้หญิง,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ประวัติซีวอน รูปซีวอน ถูกใจคอเกาหลี ^-^
วันนี้มีรูปหนุ่มหล่อเกาหลีมาฝากทุกคนกันนะ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ซีวอน หนุ่มหล่อเกาหลีคนนี้ วันก่อนเราได้นำประวัติซีวอนมาฝากกันไปแล้ว วันนี้มาเต็มอิ่มกับรูปซีวอนกันนะคะ
ประวัติดารา รูปดารา ซีวอน
ประวัติดารา รูปดารา ซีวอน
ประวัติดารา รูปดารา ซีวอน
ประวัติดารา รูปดารา ซีวอน
ประวัติดารา รูปดารา ซีวอน
ประวัติดารา รูปดารา ซีวอน
หล่อทุละแป้งเลยจริงๆค่ะ
Labels:
ชอย ซีวอน,
ประวัติซีวอน,
ประวัติดารา,
รูปดาราซีวอน,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันสำคัญในเกาหลี ( น่ารักดีค่ะ )
คนไทยเองก็มีวันพิเศษมากมาย สงกรานต์ ปีใหม่ เข้าพรรษา ออกพรรษา และอีกมากมาย สงสัยเหลือเกินค่ะว่า คนเกาหลีนี้ เขาจะมีวันพิเศษของเขากันบ้างมั้ยน๊า
คนเกาหลีจะถือเอาวันที่ 14 ของทุกเดือนเป็นวันพิเศษ แต่ไม่ใช่วันหยุดนะ ไม่ต้องอิจฉากันค่ะ อิอิ ดูแปลกดี เลยเอามาฝากกันค่ะ
14 มกราคม เป็นวัน Diary Day ซึ่งเป็นวันที่คู่รักจะมอบสมุดไดอารี่ให้แก่กัน ดูน่ารักโรแมนติกเลยทีเดียว คนไทยอย่างเราก็เลียนแบบได้นะคะ ไม่ว่ากัน
14 กุมภาพันธ์ เป็นวัน Valentine's Day วันแห่งความรักอย่างที่รู้ๆกันอยู่ใช่ล่ะค่ะ วันนี้คู่รักฝ่ายหญิงจะเป็นคนมอบช็อกโกแลตให้กับฝ่ายชาย (อ้าว ไหงงั้นล่ะ อิชั้นไม่ยอม 555)
14 มีนาคม เป็นวัน White Day วันนี้ฝ่ายชายจะมอบช็อกโกแลตคืนให้ฝ่ายหญิงละ ( อ่อ เริ่มยุติธรรมล่ะ)
14 เมษายน เป็นวัน Black Day เป็นวันสำหรับผู้ที่ยังไม่มีคนรักจะมารวมตัวกันเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวเส้นสีดำด้วยกัน - -"(เหมาะกับเจ้ที่สุดเลยอ่ะวันนี้ -_-)
14 พฤษภาคม เป็นวัน Yellow Day วันสำหรับผู้ที่ยังไม่มีคนรักแล้วพลาดโอกาสไม่ทันได้กินก๋วยเตี๋ยวเส้นสีดำในวัน Black Day ( ยังคงตามมาหลอกหลอน) คนเหล่านี้ก็จะมารวมตัวกันกินข้าวราดแกง(คาดว่าน่าจะเป็นสีเหลืองนะ เลยเรียก Yellow Day) นอกจากนี้ยังเป็นวันที่คู่รักมอบดอกกุหลาบให้แก่กันอีกด้วย
14 มิถุนายน เป็นวัน Kiss Day วันที่คู่รักจุมพิตกัน เพื่อยืนยันความรักที่มีต่อกัน
14 กรกฏาคม เป็นวัน Silver Day วันที่คู่รักแลกแหวนเงินกัน เพื่อเป็นสัญญาแห่งอนาคต
14 สิงหาคม เป็นวัน Music Day วันที่คู่รักมอบเทปเพลงรักให้กันและกัน
14 กันยายน เป็นวัน Photo Day วันที่คู่รักถ่ายภาพร่วมกัน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความรักของตน
14 ตุลาคม เป็นวัน Wine Day วันที่คู่รักดื่มไวท์ด้วยกัน
14 พฤศจิกายน เป็นวัน Hug Day วันที่คู่รักแสดงความรักด้วยการกอดกัน นอกจากนี้ยังเป็นวัน Movie Day อีกด้วยหรือวันที่คู่รักจูงมือพากันไปดูหนังอีกด้วย
14 ธันวาคม Money Day วันที่คู่รักใช้เงินซื้อของหรือใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยให้กับคนรักของตน
Labels:
ดาราเกาหลี,
บทความดีๆ,
ประเทศเกาหลี,
ว้นสำคัญ,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ซื้ออะไรดี ถ้าไปเกาหลี
สวัสดีค่ะชาว blog : Korea-center ทุกคน รู้มั้ยเอ่ย ว่าคำถามยอดฮิตเมื่อคนเราจะเดินทางไปต่างประเทศคืออะไร ไม่ต้องสงสัยกันเลยค่ะ ทุกคนย่อมคิดว่า จะซื้ออะไรดีหนอ ใช่มั้ยล่ะค่ะ สำหรับวันนี้เราจึงมีข้อมูลสุดฮอต ซื้ออะไรดี ถ้าไปเกาหลี มาฝากกันค่ะ เผื่อหนุ่มๆสาวๆคนไหนชีพจรลงเท้า มีโอกาสเดินทางไปเกาหลีกัน จะได้ไม่ต้องคิดมาก ปริ๊นท์ลิสต์นี้ไป รับรองสบายหายห่วงค่ะ
1. เครื่องสำอางแบรนด์เกาหลี อันนี้เป็นสิ่งแรกที่คิดได้เลยละคะ คนไทยส่วนใหญ่ก็อุดหนุนเครื่องสำอางเกาหลีกันอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสเยือนเกาหลีทั้งทีมีหรือจะพลาด!!! ซื้อฝากตัวเอง ซื้อฝากเพื่อน ซื้อฝากแฟน ก็เก๋ๆกันไป สำหรับราคาบางยี่ห้อถูกกว่าที่ไทยเกือบครึ่งเลยทีเดียว แบรนด์อะไรกันบ้างลองเลือกดูเลยค่ะ ถูกใจแบรนด์ไหนก็ซื้อโลดเลยจ้า Skin food, Etude, The face shop, Laneige, และอีกมากมาย
2. เสื้อผ้าเด็กเกาหลี อันนี้ขอบอกว่าน่ารักมากๆ จะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าเกาหลีของเราๆก็น่ารักซะไม่มี ยิ่งเป็นเสื้อผ้าเด็กสไตล์เกาหลีแล้วล่ะก้อ น่ารักสุดๆ ขอแนะนำซื้อช่วงลดราคาค่ะ จะได้ของน่ารักแต่ราคาถูก ถูกใจสาวนักช็อปแน่นอน
3. ส่าหร่าย สาหร่ายแห้งของทานง่าย ซื้อฝากใครก็อร่อย กรุบกรอบ เก็บไว้ได้นาน ที่สำคัญ ไม่หนัก ขนง่ายค่ะ
4. พริกแดงเกาหลี เผื่อพ่อบ้านแม่บ้านท่านไหน อยากจะลองทำกิมจิทานดู หลังจากไปเยือนแดนกิมจิมา ก็ซื้อมาได้ไม่ว่ากัน แต่แอบบอกนะคะ ว่าที่ไทยก็มีขายค่ะ แต่ถ้าใครรู้สึกว่าดูไม่อินเตอร์ก็ขนมาจากเกาหลีก็ได้ไม่ว่ากัน
5. เห็ดแห้ง ที่เกาหลีมีสารพัดเห็ดค่ะ สาวๆหนุ่มๆท่านไหน ที่ชอบทานเห็ดก็หาซื้อกันได้ไม่ยากค่ะ
6. โสมเกาหลี ของฝากคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย บำรุงกันได้เต็มที่เลยค่ะ
7. กิมจิ มาเยือนแดนกิมจะซักที จะไม่หยิบติดไม้ติดมือมาก็กระไรอยู่ใช่มั้ยล่ะค่ะ ที่โน่นมีให้เลือกหลายแบบ หลายยี่ห้อ อย่าลืมกันล่ะค่ะ
8. ช้อนและตะเกียบ ก็เป็นของฝากแนวของที่ระลึกนะคะ ใครสนใจของพวกนี้ก็หาซื้อมาฝากเพื่อนๆได้ค่ะ
9. ขนมขบเคี้ยว หรือ ช็อคโกแลตต่างๆ ก็เป็นของฝากที่นักท่องเที่ยวที่ไปเกาหลีนิยมซื้อกันเช่นกันค่ะ
10. เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี สุดท้าย ท้ายสุด สำหรับสาวนักช็อปที่ชอบแต่งตัวสไตล์เกาหลี ก็อย่าพลาดอัพเดทเทรนด์ให้สวยเด้งกันไปเลยค่ะ
ใครมีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมเอาลิสต์นี้ไปด้วยนะคะ รับรองได้ของฝากถูกใจกันอย่างแน่นอนค่ะ
Labels:
กิมจิ,
ซื้ออะไรดี,
บทความดีๆ,
ไปเกาหลี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี,
โสมเกาหลี
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี ภาค 2
กลับมาอีกรอบ กับ เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี สุดเก๋ไก๋สไลเดอร์ ที่สาวๆ อินเทรนด์ทั้งหลายไม่ควรพลาด
สาวๆวัยใสทั้งหลายอย่าลืมไปหาซื้อ เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี มาประดับกายกันนะจ๊ะ
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันนี้มาพบกับ เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี หลากสีหลากสไตล์ที่อยากนำมาฝากกัน ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันนะคะ จะได้สวยกันทั่วหน้า เทรนด์เกาหลีมาแรงค่ะ
สวยๆเก๋ๆกันปายยยยยยยยยย !!!
Labels:
เทรนด์เกาหลี,
บทความดีๆ,
แฟชั่นเกาหลี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เรียนรู้ภาษาเกาหลี
ความรู้น่าอ่าน รู้ไว้ก็ดี เอามาฝากน้องๆ yenta4.com ต่อจากภาษาญี่ปุ่นที่เอามาฝากกันก่อนหน้านี้ แล้วก็ตามมาด้วยภาษาเกาหลีง่ายๆ ควรรู้ แยกเป็นหมวดๆ ไว้ให้ด้วย.. เผื่อจะมีน้องๆ หนูๆ คนไหน สนใจไปสวัสดี โคเรีย ไงจ๊า ..
สวัสดี อันย้ง ฮาเซโย
คุณสบายดี หรือเปล่า
ชออึม เป็บ เกสซอโย
ยินดีที่ได้รู้จัก
มันนาซอ พัน กาวอโย
กรุณาช่วย ดิฉัน/ผม โทวาจูเซโย
ขอบคุณ คัมซา ฮัมนีดา
ยินดีต้อนรับ ชนมาเนโย
ผม/ดิฉัน เสียใจ มีอัน ฮัมนีดา
ขอโทษ ชิลเล ฮัมนีดา
ลาก่อน อันย้งฮี กาเซโย
การถามทาง
ช่วยกรุณาบอกทางไป... ...คานึน คีรึล คารึชอ จูเซโย
...อยู่ที่ไหน? ...อีออดิ อิสซึมนีก้ะ
กรุณาจอดตรงนี้ ยอกีซอ เซวอ จูเซโย
...อยู่ไกลแค่ไหน? ...ก้าจิ ออลมสนา มอมนิก้า
รถคันนี้ไป...หรือไม่? อี บอซึ...คัมนีก้า?
ช็อปปิ้ง
ขอดูอันนี้หน่อย ค่ะ/ครับ อีกอซึล โพยอจูเซโย
ราคาเท่าไร คีอกอซึน ออลมาอิมนีก้า
คุณรับบัตรเครดิตมั้ย ซินยงกาดิ พัทซึมนิก้า
เบ็ดเตล็ด
ศูนย์รับแจ้งของหาย พุนชิลมุลโพกวันโซ
สถานีตำรวจ เคียงชัลซอ
โรงพยาบาล เพียงวอน
สุขา ฮวาจังชิล
ร้านค้าขายยา ยักกุก
โรงแรม ยอกวัน
ตลาด ซิจัง
ร้านอาหาร ซิกดัง
รถไฟฟ้าใต้ดิน ชีฮาชอล
สถานีรถไฟ กิชายก
Link ; http://korea-center.blogspot.com
สวัสดี อันย้ง ฮาเซโย
คุณสบายดี หรือเปล่า
ชออึม เป็บ เกสซอโย
ยินดีที่ได้รู้จัก
มันนาซอ พัน กาวอโย
กรุณาช่วย ดิฉัน/ผม โทวาจูเซโย
ขอบคุณ คัมซา ฮัมนีดา
ยินดีต้อนรับ ชนมาเนโย
ผม/ดิฉัน เสียใจ มีอัน ฮัมนีดา
ขอโทษ ชิลเล ฮัมนีดา
ลาก่อน อันย้งฮี กาเซโย
การถามทาง
ช่วยกรุณาบอกทางไป... ...คานึน คีรึล คารึชอ จูเซโย
...อยู่ที่ไหน? ...อีออดิ อิสซึมนีก้ะ
กรุณาจอดตรงนี้ ยอกีซอ เซวอ จูเซโย
...อยู่ไกลแค่ไหน? ...ก้าจิ ออลมสนา มอมนิก้า
รถคันนี้ไป...หรือไม่? อี บอซึ...คัมนีก้า?
ช็อปปิ้ง
ขอดูอันนี้หน่อย ค่ะ/ครับ อีกอซึล โพยอจูเซโย
ราคาเท่าไร คีอกอซึน ออลมาอิมนีก้า
คุณรับบัตรเครดิตมั้ย ซินยงกาดิ พัทซึมนิก้า
เบ็ดเตล็ด
ศูนย์รับแจ้งของหาย พุนชิลมุลโพกวันโซ
สถานีตำรวจ เคียงชัลซอ
โรงพยาบาล เพียงวอน
สุขา ฮวาจังชิล
ร้านค้าขายยา ยักกุก
โรงแรม ยอกวัน
ตลาด ซิจัง
ร้านอาหาร ซิกดัง
รถไฟฟ้าใต้ดิน ชีฮาชอล
สถานีรถไฟ กิชายก
Link ; http://korea-center.blogspot.com
Labels:
บทความเกาหลี,
บทความดีๆ,
ประเทศเกาหลี,
ภาษาเกาหลี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ชุดประจำชาติ วัฒนธรรมเกาหลี การแต่งกายดาราเกาหลี
เวลานั่งอ่านประวัติเรื่องแฟชั่น การแต่งกาย แบบเสื้อผ้า ชุดประจำชาติ ของแต่ละประเทศ แล้วค่อยๆ มาวิเคราะห์ดู เรามักค้นพบว่า โครงสร้างและส่วนประกอบ ของชุดแต่ละแห่ง มันล้วนสะท้อนถึง วัฒนธรรม และลักษณะภูมิประเทศ และสภาพอากาศ อุณหภูมิโดยปกติของแต่ละที่ ที่ประชากรของประเทศนั้นๆ อยู่อาศัยกัน
ประเทศไหน จะเก่าแก่เพียงใด ชุดประจำชาติ ของประเทศนั้นๆ ย่อมแตกต่างไปจาก ชุดที่ใส่ปกติ อย่างมากๆ ด้วยกันทั้งนั้น และการแต่งกาย ด้วยชุดประจำชาติ ของแต่ละประเทศ ก็มักถูกเรียกใช้น้อยลงๆ เปลี่ยนไปตามความเจริญทางเศรษฐกิจ และชีวิตการแข่งขันของสังคมรีบร้อนเสมอ แต่กระนั้นเจ้า ชุดสำคัญพวกนี้ จะแสดงความยิ่งใหญ่บอกฐานะของคนใส่อีกหน ในเวลาและโอกาศที่สำคัญเช่น วันปีใหม่ วันแต่งงาน ของชาตินั้น ความเรียบง่าย พิถีพิถันมากน้อยเพียงใด อย่างหนึ่งที่สะท้อนเต็ม อาจมองจาก จำนวนส่วนประกอบ ความอลังการณ์ในการประดับ ตกแต่งของชุด อายุมากๆ เป็นต้น
เดี๋ยวนี้ประเทศเกาหลี มีความเจริญและเป็นศูนย์กลาง เรื่อง Entertainment Media Center ที่บุกตลาดเอเซียแบบ เต็มสปีด ไม่ว่า ละครซีรีย์เกาหลี เพลง และเกมส์โชว เราได้เห็นดาราเกาหลีมากหน้า บินมาทำงานโฆษณามากชิ้น และเปิดคอนเสิทต์ เก็บตังกลับบ้านไป เลยทำให้ สังคมประเทศรอบข้าง รับเอาวัฒนธรรม และความเข้าใจ ความเป็นเกาหลีกันไปเยอะเดี๋ยวนี้ เด็กประถม มัธยมรู้จักดาราเกาหลี ไม่น้อยไปกว่า ดาราไทยกันแล้วและ การแต่งกายของวัยรุ่นยุคใหม่ ก็ก็อปปี่แนว ของนักร้องคนโปรดของตน มาแบบค่ายไหนดัง ฉันใส่ตามเลยทีเดียว โดยพวกดาราเหล่าวนี้มักสร้าง จุดขายที่ไม่ซ้ำซากกันด้วย ทำให้การจับจ่าย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย กับสังคมวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงกันไปตามดาราดัง
ดาราเกาหลีในชุด ฮันบก ทั้งหมด คือ
Kim So Eun
Brown Eyed Girls
KARA
Wondergirls
See Ya
Girl’s Generation
แต่อย่างหนึ่งที่ ดาราเกาหลี ไม่ว่านักร้อง นักแสดง ที่ชาวไทยและประเทศใกล้เคียง มีกันในสายเลือด แม้วัยรุ่นจะติดงอมแงมคือ หยุดชุดเก่ง แล้วมาแต่งกาย ด้วยชุดฮันบก ชุดประจำชาติ เพื่อช่วยกันรักษาวัฒนธรรม หรือบอกเป็นนัยว่า แม้ตัวเองจะเป็นดาราเกาหลีที่ฮ็อตเหลือเกินในตอนนี้ แต่ก็ไม่ลืมความเป็นชาตินิยมของตน ใส่ฮันบกกันยกแก็ง มันเหมือนเป็น ชุดบังคับเวลา มีงานปีใหม่ ( Chuseok ) ของพวกเขา โดยทุกๆ ดาราเกาหลีดังๆ รวมญาติแต่งฮันบกกัน ไม่ต่างจาก การแต่งชุดไทย ซึ่งเป็นกันอัตโนมัติที่จังหวัด ลพบุรี บ้านเราเมื่อชาติต้องการ เออแล้วนี้ ดาราไทยจะรวมก้วน กันบ้างไหมหนอ….
Link : http://korea-center.blogspot.com/
Thanks for : http://www.paksuay.com/
Labels:
ชุดประจำชาติ,
บทความดีๆ,
วัฒนธรรมเกาหลี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
จุดกำเนิดกระแสเกาหลี
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกระแสเกาหลี หรือที่รู้จักกันว่า ฮันยู๋ (Hallyu) เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 หมายความถึงกระแสความนิยมเกาหลีที่ค่อยๆ คืบคลานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ที่เหนือความคาดหมายของนักวิชาการหรือบรรดาสื่อมวลชน เพราะเป็นปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมข้ามชาติที่ข้ามพ้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมของชาติมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ในโลกยุคดิจิตอล
กระแสเกาหลีเป็นเรื่องเกี่ยวกับความนิยมชมชอบทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของเกาหลี (Korean Pop Culture) ที่ผ่านเข้ามาทั้งทางภาพยนตร์โทรทัศน์, ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์, เพลงป๊อป รวม ไปถึงเหล่าดารานักร้องจากประเทศเกาหลี
ในปี ค.ศ.1999 Shiri เป็นภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรกที่สามารถสร้างความสำเร็จภายนอกประเทศทั้งในญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน นับเป็นก้าวแรกที่เกาหลีเิริ่มมีอิทธิพลในวงการบันเทิงของเอเชีย และสร้างกระแสเกาหลี หลังจากนั้นเกาหลียังผลิตภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน อาทิ JSA, Friend, Silmido และ Taegukgi
คลื่นกระแสเกาหลีที่โถมใส่เอเชียลูกต่อมา และสามารถรุกเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ คือ ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ หรือที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ ซีรีส์เกาหลี นับแต่ละครเกาหลีเรื่องแรก Wish Upon a Star หรือ ลิขิตแห่งดวงดาว, รักนี้ชั่วนิรันดร์ หรือ Autumn in my heart , เพลงรักในสายลมหนาว Winter Love Song , แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง มาจนถึง Full House สะดุดรักที่พักใจ และ Princess Hours เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา กลายเป็นจุดที่สร้างอิทธิพลต่อความชื่นชมกระแสเกาหลี ทั้งในเนื้อเรื่อง วิวทิวทัศน์ และตัวพระเอก - นางเอก ที่เป็นคนเกาหลี ได้มากกว่าสื่ออื่นๆ ทั่วทั้งทวีปเอเชีย
ภาพยนตร์ชุด Winter Love Song ได้รับความนิมสูงสุดในกลุ่มของแม่บ้านญีุ่ปุ่นช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และทำให้ดารานำแสดงฝ่ายชาย เบ ยอง จุน แจ้งเกิดในประเทศญี่ปุ่น มีการจัดนำเที่ยวตามรอยภาพยนตร์กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ แดจังกึม เรื่องราวตามเกร็ดประวัติศาสตร์เกาหลีเกี่ยวกับความสำเร็จของสตรีในยุคโชซอนประมาณ 500 ปีก่อน ซึ่งผู้ชายเป็นใหญ่ เธอสามารถเป็นหมอหลวงที่เป็นผู้หญิงคนแรกในวังหลวงได้ สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารเกาหลีและยาสมุนไพรไปทั่วเอเีีชีย นักท่องเที่ยวหลายคนอยากจะเดินทางมาท่องเที่ยวเกาหลีเพื่อจะได้มาดูฉากพระราชวังเคียงบกกุงในภาพยนตร์ดังกล่าว
ด้านวัฒนธรรมเพลง วงดนตรีเกาหลีเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นในจีนและได้หวันนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1990 สถานีโทรทัศน์ในเกาหลีไม่สามารถผลิตรายการดนตรีที่มีคุณภาพหรือมากพอเพื่อรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ วงดนตรีเกาหลีจึงหันมารุกเข้าสู่ตลาดเอเชีย เพื่อสร้างวงดนตรีเกาหลีเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากวงดนตรีป๊อปจากตะวันตก หรือญีุ่ปุ่น
วงบอยแบนด์เกาหลียุคบุคเบิก H.O.T. ติดอันดับอัลบั้มขายดีในเอเชีย ตามด้วยศิลปินเพลงทั้งเป็นวงดนตรี และตัวบุคคล อาทิ NRG SES , Baby Vox , เรน มาถึงรุ่นใหม่อย่าง ดงบังชินกิ , ซูเปอร์จูเนียร์ (Super Junior) และ วันเดอร์เกิร์ล ( Wonder Girls ) ว่ากันว่า ความสำเร็จของวงบอยแบนด์หรือเกิร์ลแบนด์เกาหลี มาจากรูปร่างหน้าตาที่ดูสดใสและน่ารัก ดูเป็นเด็กสามารถเต้นรำได้เก่ง ขณะที่คุณภาพในการร้องกลายเป็นเรื่องรอง
กระแสเกาหลีที่สามารถแพร่ขยายไปทั่วทวีปเอเชียนั้ืน เกิดจากการดำเนินงานโดยภาครัฐเป็นผู้กำหนดแนวนโยบายและสนับสนุนเงินทุนในเบื้องต้น และขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน
วัฒนธรรมเกาหลีถูกแทรกแซงโดยวัฒนธรรมตะวันตกหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี ช่วงปี ค.ศ. 1945-1980 เกาหลีได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นใหม่เพื่อปกป้องตนเองจากวัฒนธรรมอเมริกัน โดยให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวตนหรือเอกลักษณ์ของชาติและมรดกทางวัฒนธรรม รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมและออกกฏระเบียบ วางรากฐานทางด้านกฏหมาย กองทุน สถาบันการศึกษา ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1981-1992 รัฐบาลได้เพิ่มการส่งเสริมทางด้านศิลปะทั้งแบบดั้เงเดิมและร่วมสมัย พร้อมวางแนวนโยบายแผนหลักทางวัฒนธรรม 10 ปี โดยเน้นวัฒนธรรมเพื่อปวงชนทั้งมวล เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 1993 รัฐบาลเปลี่ยนบทบาทใหม่เป็นการส่งเสริมมากกว่าการควบคุม ด้วยเห็นว่าวัฒนธรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
จนถึงปี ค.ศ. 1998 รัฐบาลเกาหลีได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น โดยรวมเรียกว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ประกอบด้วยอุตสาหกรรมย่อย อาทิ ภาพยนตร์ เพลง วีดีโอ สิ่งพิมพ์ การกระจายเสียง การออกแบบ ตัวการ์ตูน ความบันเทิงที่ให้ความรู้ (Edutainment) และวางวิสัยทัศน์ทางวัฒนธรรมเข้าสู่สังคมดิจิตอล วัฒนธรรมในบริบทนี้จึงเป็นวัฒนธรรมที่หลากหลายและเป็นวัฒนธรรมในเชิงโลกาภิวัตน์ ส่งเสริมให้วัฒนธรรมเกาหลีสามารถแข่งขันได้ในกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเชื่อว่า วัฒนธรรมเกาหลีมีเอกลักษณ์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในส่วนนี้
ในปี ค.ศ. 1999 รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทำให้เกิดมีองค์การมหาชนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ เช่น สถาบันส่งเสริมและพัฒนาเกาหลี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์วิจัยทางวัฒนธรรม สถาบันการศึกษาเทคโนโลยีทางวัฒนธรรม ความสำเร็จของอุตสาหกรรม วัฒนธรรม (Culture Content) เป็น 1 ใน 7 สาขาที่มีศักยภาพในการเติบโตในอีกสิบปีข้างหน้า โดยอยู่ในวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมเกาหลี ปี ค.ศ. 2020 และประมาณว่าในปี ค.ศ. 2030 ประเทศเกาหลีจะสามารถส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่ากว่า 13,761 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกิดการจ้างงานประมาณ 1,604,888 คน
Link : http://korea-center.blogspot.com/
Appreciated for : http://www.kodhit.com/
Labels:
ของฝากจากเกาหลี,
บทความเกาหลี,
บทความดีๆ,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553
มารยาทแบบเกาหลี
1. การทักทายและการบอก ขอบคุณ เป็นเรื่องสำคัญมากของคนเกาหลี คนเกาหลีมักกล่าวคำทักทายและขอบคุณพร้อมก้มหัวคำนับเสมอ โค้งต่ำระดับไหนนั้นขึ้นอยู่กับความอาวุโสของผู้พูดทั้ง 2 ฝ่าย
2. คนเกาหลีไม่นิยมการแสดงออกโดยเปิดเผยและมักจะจำกัดการถูกเนื้อต้องตัวเพียงแค่การจับมือทักทายกันอย่างสุภาพ อย่างไรก็ตามถ้ารู้จักคนเกาหลีดีขึ้นจะเกิดความคุ้นเคยกันเพิ่มขึ้น ชาวต่างชาติอาจแปลกใจที่เป็นผู้ชายโดยเฉพาะชายหนุ่มเดินตามถนนจับมือโอบไหล่กัน หรือผู้หญิงเดินจับมือกันการสัมผัสร่างกายเพื่อนสนิทขณะที่คุยกันถือว่ายอมรับกันได้ในประเทศเกาหลี แต่การแสดงความรักระหว่างเพศในที่สาธารณะ เช่น กอดและจูบถือว่าไม่สมควร
3. สุขาสาธารณะสะอาดมีอยู่ทั่วประเทศเกาหลี และสามารถใช้ห้องสุขาในอาคารสำนักงาน โรงแรม ร้านค้า หรือภัตตาคาร
4. ตามประเพณีดั้งเดิมคนเกาหลีนั่งรับประทาน และนอนบนพื้น ดังนั้น จึงควรถอดรองเท้าเสมอ ก่อนเข้าบ้านของคนเกาหลี เมื่อท่านไปเยี่ยมครอบครัวคนเกาหลีที่บ้านท่านควรสวมถุงเท้าหรือถุงน่อง เพราะการนั่งเท้าเปล่าต่อหน้าผู้มีอายุสูงกว่าถือว่าไม่สุภาพ
5. คนเกาหลีไม่ค่อยนิยม แชร์ค่าอาหารกัน ยกเว้นในกรณีพิเศษ ท่านควรเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ที่จะเป็นเจ้าภาพหรือไม่ก็เป็นแขก
6. ตามประเพณีการพูดคุยกันระหว่างมื้ออาหารมากเกินไปถือว่าไม่สุภาพ คนเกาหลีน้อมรับคำชมเกี่ยวกับรสชาติอาหาร และการบริการ การสั่งน้ำมูกในโต๊ะอาหารถือว่าไม่สุภาพ
Link : http://korea-center.blogspot.com/
Appreciated for : http://www.linethaitravel.com
Labels:
ทัวร์เกาหลี,
บทความดีๆ,
ประเทศเกาหลี,
เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




























